ช่วงนี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นของ"การ์ตูนสายพันธุ์ใหม่"ที่รายการหลุมดำ ได้นำเสนอไปแล้ว กำลังมาแรง จนสร้างความไม่พอใจแก่คนการ์ตูนเป็นอย่างมาก จนต้องไปออกรายการ "ถึงลูกถึงคน" มาแล้ว รายละเอียดติดตามได้ในหัวข้อที่แล้วหรือตอนแรกครับ
http://yugo.exteen.com/20050901/entry
เมื่อคืนทำงานอยู่ ก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน จนกระทั่งไปเจอคอลัมน์หนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่า น่าสนใจและเข้ากับประเด็นการ์ตูนโป๊ ที่รายการหลุมดำ ได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งผมจะคัดลอกมาให้อ่านกัน และอยากให้อ่านไว้เป็นวิทยาทาน หรือ บอกเล่าต่อๆกันไปได้ก็น่าจะดีครับ
บทความนี้คัดลอกมาจากนิตยสาร Mast ฉบับที่ 22 ฉบับวันที่ 22 กันยายน - ตุลาคม ปี 2003 คอลัมน์ Anime talk by KMS
เรื่องความรุนแรงในการ์ตูนญี่ปุ่น
พึ่งได้มีโอกาสได้ดูอนิเมชั่นเรื่อง Ikkitousen ไป 2-3 ตอน ก็อึ้งกับความรุนแรงของเนื้อหา(ที่ไม่น่าเชื่อว่า อนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ถูกสร้างเพื่อฉายออกทางโทรทัศน์...) และความบ้าคลั่งของอนิเมเตอร์ที่จับเอาเรื่องราวของ 3 ก๊กมารวมกับเด็กนักเรียนญี่ปุ่นตีกัน(?)แถมยังกระหน่ำไปด้วยฉากแอคชั่นตระการตาและ อายานามิ เรย์ เวอร์ชั่นซาดิสม์ และก็บังเอิญไปอ่านมติชนสุดสัปดาห์เล่มเก่าๆเล่มหนึ่ง ที่พูดเกี่ยวกับสถิติความรุนแรง และหลายฝ่ายก็โทษว่าเป็นเรื่องของสื่อ ซึ่งเจ้าของคอลัมน์ในมติชนฯเล่มนั้น ก็ได้แสดงความเห็นออกมาในเชิงไม่เห็นด้วยอย่างเด่นชัด
ตรงนี้ทำให้ผมอดคิดเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงของอนิเมชั่นไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ Ikkitousen เท่านั้น แต่อนิเมชั่นส่วนใหญ่ที่เราได้ดูกัน ก็มักจะหลีกเลี่ยงฉากแอ็คชั่นและโป๊เปลือยได้ยาก (ขนาดโดเรม่อน ยังมีฉากชิซูกะอาบน้ำเลย----- ฮา)ในขณะที่ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในบ้านเรา ต่างก็พยายามบอกว่า ที่เด็กอนาคตของชาตินั้นนิสัยก้าวร้าวและนิยมความรุนแรงก็เพราะสื่อมวลชน โดยเฉพาะการ์ตูนนั่นแหละ เป็นต้นเหตุ
แต่หลายๆคนเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมสังคมญี่ปุ่นที่เป็นต้นตอของการ์ตูนรุนแรงทั้งหลายถึงได้ชื่อว่าเป็นสังคมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
อย่างที่ผมได้เคยบ่นในเล่มๆก่อนๆแหละครับว่า ในบ้านเราเองได้ดูอนิเมกันน้อยมากหากเทียบกับอนิเมที่ฉายในญี่ปุ่นปีๆนึงหลายร้อยเรื่อง นี่ยังไม่นับรวม OVA.และหนังใหญ่หนังโรงทั้งหลายอีก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า อนิเมที่ติดเรต รุนแรง หรือ โป๊ระห่ำนั้น ปิดประตูได้ดูกันทางทีวีบ้านเราไปตั้งนานแล้ว ถึงแม้ระบบลิขสิทธิ์จะพัฒนาขึ้นมามากจนทำให้เราได้ดูอนิเมที่คาดไม่ถึงกันหลายๆเรื่องในรูปแบบ VCDและ DVDและระบบแฟนซับ ที่เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แฟนซับเองก็ไม่ได้มีเรื่องที่เราอยากดูทุกเรื่องนี่นา ซึ่งถ้าจะพูดกันง่ายๆอนิเมที่บ้านเราดูกันได้อย่างแพร่หลายนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอนิเมที่"สะอาด"และ"ปลอดภัย" อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะโดนข้อหาความรุนแรงและโป๊เปลือยมากระทบกระทั่งอยู่เรื่อยๆ ขนาดอนิเมกวนๆ อย่าง เครยอนชินจัง ยังเคยโดน นสพ.โจมตีเรื่องพฤติกรรมทะลึ่งของเจ้าชินจัง ว่าเดี๋ยวเด็ก 5 ขวบของไทยจะจำท่าระบำช้างน้อยไปเลียนแบบ (แล้วไม่คิดว่าเด็กไทยจะเลียนแบบละครหลังข่าวกันบ้างเหรอครับ) แล้วกาแลคซี่แองเจิ้ลของทางไอทีวี ก็โดนผู้ปกครองท่านหนึ่งโพสต์ด่าในเว็บไซต์ดังอยู่ช่วงหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง "หน้าอกโตจนเป็นอันตรายต่อความรู้สึกเยาวชน" (โอ้ มาย..อากิฮาบาร๊า..........ต่อไปประเทศไทยจะห้ามคนโนตมออกทีวีหรือเดินช็อปปิ้งเพราะ "มันเป็นอันตรายต่อความรู้สึกเยาวชน" รึเปล่าเนี่ย ?)
ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ไม่ค่อยอยากจะสรรหาอนิเมที่พวกเราๆท่านๆ อยากจะดูกันมาฉายลงจอสักเท่าไร ถึงแม้จะเป็นงานคุณภาพกวาดรางวัลมาขนาดไหน แต่สู้ฉาย เบย์เบลด ดิจิม่อน โปเกม่อน นี่ดีกว่า ดังก็ดัง โฆษณาเข้าก็ตรึม แถมไม่ต้องตกเป็นเป้าโจมตีจากสื่อมวลชนอีก เพราะขนาดฉายอนิเมที่ไม่น่าจะโดนด่าแล้วก็ยังมิวายโดนเรื่องมอมเมาเยาวชนให้หลงลืมวัฒนธรรมไทยกันอีก
ที่ผมว่ามันน่าตลกมากคือ ถ้าเราเอาตรรกะแบบไทยๆมาใช้ล่ะก็ ภาพของเด็กญี่ปุ่นและสังคมญี่ปุ่นที่ควรจะเป็นก็คือ เด็กนักเรียนญี่ปุ่นคงต่อยตีกันทุกวัน มีแต่คดีข่มขืนและอาชญากรรม โตเกียวคงจะต้องกลายเป็นเมืองแห่งการก่อการร้ายและอาวุธสงครามยังงั้นรึ ? แต่ความเป็นจริงที่เรารู้อยู่แก่ใจก็คือ สังคมญี่ปุ่นยังคงเป็นสังคมที่มีระเบียบและความปลอดภัยมากกว่าสังคมเมืองหลวงของไทยมาก (แม้การ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่องจะพยายามบอกว่าสังคมญี่ปุ่นมันเน่าเฟะเต็มทนก็เหอะ) ทั้งๆที่ในโตเกียวคุณสามารถหาหนังสือโป๊อ่านได้กระทั่งตาม เซเว่นอีเลฟเว่น และอนิเมติดเรท สามารถออกอากาศได้แม้กระทั่งในฟรีทีวี (แต่ต้องหลังเที่ยงคืนนะ) วีดีโอเกม เกมเซ็นเตอร์รวมถึงการดำรงอยู่อย่างเปิดเผยของสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ที่พวกเราพยายามจะบอกว่าเป็นสื่อชักนำไปสู่ความรุนแรงและทำให้สังคมรวมถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยเสื่อมโทรมทั้งหลาย แต่เพราะอะไรล่ะ... ในเมื่อภาพของญี่ปุ่นที่เราเห็นในการ์ตูนกับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน เด็กญี่ปุ่นไม่ได้เอาปืนมาฆ่ากันให้เห็นอย่างในเรื่อง Battle Royale ไม่ได้เอาไม้เบสบอลมาหวดกบาลกันโครมๆ แบบเรื่อง GTO. ซึ่งจริงๆแล้วเหตุการณ์เหล่านั้นอาจจะมีอยู่จริงๆเหมือนกับเหล่าแก๊งค์ซิ่งหรือ ยากูซ่าของญี่ปุ่น แต่ด้วยกระบวนการจัดการทางสังคมที่เข้มแข็งของสังคมญี่ปุ่นทำให้สามารถสกัดกั้นความรุนแรงเหล่านั้นไว้ได้
แต่ในขณะที่บ้านเรา เด็กนักเรียนสามารถพกปืนปากกาเอาไปยิงใส่เพื่อนต่างโรงเรียนที่ไม่ชอบหน้ากันได้ แม้กระทั่งในที่สาธารณะอย่างรถเมล์ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรไว้ได้ นอกจากเกิดเรื่องทีไรก็มานั่งด่าทีวี การ์ตูน หนังฮอลลีวู๊ด วีดีโอเกม ฯลฯ ว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง และทางออกที่ควรจะทำคือ ปิดการรับรู้ของเยาวชนไทยซะ โดยการแบนสื่อ เซ็นเซอร์ จำกัดเวลาเล่นเกม ฯลฯ
ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่อาจได้ผลในระยะสั้นๆเท่านั้น
---------------------------------
ซึ่งผู้เขียนคอลัมน์ได้จบประเด็นไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งหนังสือ Mast เล่มต่อจากนี้ก็ไม่ทราบว่า เขากลับมาพูดประเด็นนี้ต่อรึเปล่า เนื่องจาก เล่มต่อไปผมไม่ได้ซื้อครับ แต่จากที่ยกข้อความทั้งหมดมากล่าว จะเห็นได้ว่า ปัญหาหรือประเด็นเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับวงการการ์ตูนหลายครั้งแล้วไม่รู้จักจบสิ้นสักที ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็ยังไม่เข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากครับ
ได้แต่หวังว่า บทความที่ผมยกตัวอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคน ทั้งคนที่ชอบการ์ตูนหรือไม่ก็ตามไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนระหว่างบ้านเรากับบ้านเขาก็คือ ระบบและวิธีการคิด ธรรมเนียมที่แตกต่างกัน อย่างเช่น สมมุติว่า ประเทศเราไม่ชอบบริโภคเนื้อแมลงป่อง จิ้งจก ฯลฯ แต่ในอีกประเทศกลับกลายเป็นว่า พวกเขาบริโภคของพวกนี้จนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว คุณไม่สามารถไปว่าคนเหล่านี้ได้หรอกครับว่าเป็นคนวิปริต เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ก็คือ
"ธรรมเนียมของเรากับเขานั้นไม่เหมือนกันครับ"
------------------------------
ปล.มีสิ่งใดที่ผิดพลาดในบทความนี้ผมขออภัยและขอบคุณครับที่ทนอ่านของยาวๆแบบนี้อีกครั้งครับ
Bomb A Head !!! Return !(แปลเป็นไทยอย่างฉลาดมากๆว่ากลับมา ระเบิดหัว เอิ้กๆ)จากเรื่อง Tenjo Tenge ฟังคลายเครียดครับ (หรือว่าจะเครียดกว่าเดิมหว่า..) อ่านบทความผมไปก็ระเบิดหัวคนข้างๆ ไป เอิ้กๆ (อย่าไปทำจริงๆนะ ผมล้อเล่น แหะๆ)
นานาจิตตัง
ถ้าได้ผลดี
สนับสนุนนน ด้วยยย